การขโมยตัวตน

#PDPAKnowledge | ระวัง ! การขโมยตัวตน (Indentity Theft) อาจอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด

ปัจจุบันการหลอกลวงบนโลกออนไลน์เกิดได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นทั้งต่อกายและใจ หรือทำให้สูญเสียทรัพย์สินเงินทอง ซึ่งก็มีหลาย ๆ กรณีที่เริ่มต้นจากการขโมยข้อมูล โดยเฉพาะการขโมยตัวตน (Indentity Theft) แต่เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า Indentity Theft คือใคร และเราจะป้องกันอย่างไรไม่ให้ถูกนำข้อมูลส่วนบุคคลของเราไปใช้ในทางที่ผิดได้บ้าง OneFence มีคำตอบมาฝาก

Indentity Theft หรือการขโมยตัวตน เป็นหนึ่งในการจารกรรมข้อมูลส่วนตัวที่เกิดขึ้นได้จากหลาย ๆ สาเหตุ โดยเมื่อถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวไปแล้ว มิจฉาชีพก็จะนำข้อมูลส่วนตัวที่ได้ มาแอบอ้าง หรือปลอมแปลงเป็นเจ้าของข้อมูล เพื่อไปหลอกลวงบุคคลใกล้ชิด หรือบุคคลอื่น ๆ เพื่อให้โอนเงิน หรือมอบข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่มิจฉาชีพ ทั้งนี้ Indentity Theft จะทำการขโมยข้อมูลโดยใช้ 2 เทคนิคหลัก ๆ ได้แก่

1. การฟิชชิ่ง (Phishing)

เป็นการใช้อีเมล หรือ หน้าเว็บปลอม เพื่อหลอกขอข้อมูล ซึ่งข้อมูลที่ถูกขโมยไปสามารถเป็นข้อมูลทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นประวัติส่วนตัว ข้อมูลทางการเงิน หมายเลขประจำตัวประชาชน หมายเลขบัญชีธนาคาร ข้อมูลบัตรเครดิต ไม่เว้นแม้แต่รหัสผ่านที่จะทำให้มิจฉาชีพแฮ็กเข้าไปยังโซเชียลมีเดีย และนำตัวตนของคุณไปหลอกลวงผู้อื่นต่อได้

2. การปลอมแปลงเว็บไซต์ (Spoof Site) 

การใช้เว็บไซต์ปลอมโดยจะทำการเชื่อมโยงกับอีเมลปลอม โดยส่วนใหญ่มักจะปลอมเป็นเว็บไซต์ของหน่วยงานต่าง ๆ หรือสถาบันการเงินโดยมักจะหวังขโมยข้อมูลทางการเงิน หรือข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว เช่น เลขประจำตัวประชาชน เป็นต้น

การขโมยตัวตน ส่งผลเสียอย่างไร ?

การถูกขโมยตัวตนนั้นส่งผลเสียทั้งต่อตัวเจ้าของตัวตนที่แท้จริง และบุคคลอื่น ซึ่งผลเสียที่เห็นได้ชัดก็คือ ผู้ที่ถูกขโมยตัวตนไปจะถูกลดความน่าเชื่อถือ ตกเป็นจำเลยสังคม จนกระทบกระเทือนต่อสภาพจิตใจอย่างรุนแรง นอกจากนี้หากมิจฉาชีพนำตัวตนไปหลอกลวงให้ผู้อื่นเกิดความเสียหาย ก็อาจทำให้ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยกระบวนการยุติธรรม เสียเงิน เสียเวลา บางรายที่มีหน้าที่การงาน หรือเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็อาจต้องใช้เวลาในการเรียกคืนความเชื่อมั่น และกอบกู้ชื่อเสียงเป็นเวลานาน ไม่เพียงเท่านั้น หากไม่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ ก็อาจต้องถึงขึ้นถูกจำคุกได้เลยทีเดียว

โดนขโมยตัวตนแล้วต้องทำอย่างไร ?

ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ถูกขโมยตัวตน หรือข้อมูลส่วนบุคคลจะมักจะไม่รู้ตัวจนกว่ามิจฉาชีพจะนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการหาประโยชน์จนทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้างแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นหากทราบแล้วว่าตนเองถูกขโมยตัวตน หรือข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญ ก็ควรรีบทำตามขั้นตอนดังนี้

  1. ติดต่อกับองค์กร หรือเว็บไซต์ต้นทางที่อาจเป็นบ่อเกิดการรั่วไหลของข้อมูลโดยทันที เพื่อให้ตรวจสอบว่ามีการปลอมแปลงเว็บไซต์ หรือปลอมแปลงเป็นองค์กรเพื่อขโมยข้อมูลหรือไม่
  2. หากทราบว่าข้อมูลส่วนตัวที่ถูกขโมยไปเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ก็ควรรีบติดต่อธนาคารเจ้าของบัญชีนั้นโดยทันที และรีบยกเลิกการผูกบัตรกับแอปพลิเคชันต่าง ๆ 
  3. ตรวจสอบรายการธุรกรรมทางการเงิน หากไม่ถูกต้องควรรีบแจ้งกับธนาคารเพื่อระงับธุรกรรมดังกล่าว
  4. ลงบันทึกประจำวันเพื่อเป็นหลักฐาน หรือแจ้งความได้ โดยสามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่ https://www.thaipoliceonline.com/ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการถูกขโมยตัวตนไป

หลังจากแจ้งความแล้ว ผู้เสียหายก็ควรมีการปรึกษากับทนายความเพื่อหาทางรับมือกับเหตุที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย เพราะในหลาย ๆ กรณีนั้นการถูกขโมยตัวตนไปก็มักตามมาด้วยคดีความ ดังนั้นผู้เสียหายจะต้องเตรียมหลักฐานเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของตน

Indentity Theft ป้องกันได้อย่างไร ?

Indentity Theft เป็นสิ่งที่เราอาจไม่สามารถป้องกันได้ 100% ดังนั้นจึงได้เพียงระมัดระวังตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดเผยตัวเองบนโลกออนไลน์ และการมอบข้อมูลส่วนบุคคลให้ผู้อื่น โดยเฉพาะการกรอกข้อมูลสำคัญลงไปในเว็บไซต์ต่าง ๆ หากเป็นเว็บไซต์ที่ไม่คุ้นเคย หรือไม่น่าไว้วางใจก็ไม่ควรทำโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ยังควรหมั่นสังเกตอยู่เสมอว่ามีรายการธุรกรรมอะไรแปลก ๆ ที่ไม่คุ้นเคย หรือมีเอกสารที่ส่งมาในชื่อของตัวเองที่ไม่ได้เกิดจากการกระทำของตนเองหรือไม่ ถ้าหากเกิดขึ้นแล้วก็ควรรีบหาสาเหตุ และแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ไม่เพียงเท่านั้น ยังควรบอกกล่าวให้บุคคลใกล้ชิดช่วยกันสอดส่องความผิดปกติ เพื่อจะได้รับมือได้ทันในกรณีที่เกิดเหตุขึ้น

ติดตามข่าวสาร และข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยได้ที่ OneFence.co

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมของผลิตภัณฑ์
Tel. : 062-263-9368
Facebook : https://fb.me/OneFence.co
Line ID : @onefence-platform
Email : [email protected]